5 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาแรง เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียแบบครบถ้วน

เนื้อหาบทความนี้

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าการทำการตลาดออนไลน์ตอนนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายนักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ออนไลน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ยิ่งผลักดันให้ผู้คนหันมาท่องโลกอินเทอร์เน็ตกันเยอะมากขึ้น และเหตุผลเหล่านี้เองในฐานะร้านค้า หากไม่ยอมปรับตัว ไม่ช้าก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในตลาดอย่างแน่นอน บทความนี้จึงขอนำเสนอกลยุทธ์ทางการตลาดที่พร้อมเอาชนะใจลูกค้า พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียอย่างละเอียด อ่านจบแล้วสามารถเลือกไปปรับใช้ได้ทันที

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์คืออะไร

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ คือ แผนการที่ช่วยให้ร้านค้าของคุณสามารถบรรลุเป้าหมายหรือจุดประสงค์ที่วางเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นการวางแผนอย่างมีชั้นเชิง โดยเน้นการทำการตลาดผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก เช่น เพิ่มยอดสั่งซื้อจากออนไลน์, การทำโปรโมททางออนไลน์, การทำแคมเปญเพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ด้วยโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

ความสำคัญของกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ มีอะไรบ้าง

กลยุทธ์ การขายออนไลน์ไม่ต่างจากกระดุมเม็ดแรกที่ช่วยวางแผนการบริหารร้านค้าของคุณ นี่คือแผนที่ที่จะช่วยกำหนดทิศทางและเป้าหมายสำคัญทั้งหมด ซึ่งทำให้การทำงานของฝ่ายต่าง ๆ เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อผลลัพธ์สูงสุดที่ถูกกำหนดไว้ในตอนแรก

ประโยชน์ของกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

  • ช่วยให้ร้านค้าได้ทบทวนกลุ่มเป้าหมายอีกครั้ง
  • ช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณการทำตลาดออนไลน์ได้ตรงจุดมากขึ้น
  • ช่วยให้สามารถสื่อสารทางการตลาดออนไลน์ได้อย่างตรงจุด
  • ช่วยให้ทิศทางการทำการตลาดออนไลน์เป็นไปอย่างชัดเจน ไม่สะเปะสะปะ
  • ช่วยให้กำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน ทำให้สามารถวัดผลลัพธ์ได้อย่างตรงจุด

1. Creative-Driven Data Strategy

Creative-Driven Data Strategy คือ กลยุทธ์ที่ใช้ “ข้อมูล” มาช่วยในการตัดสินใจ รวมไปถึงการหาโอกาสดี ๆ ในการทำการตลาดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลมีหลากหลาย เช่น Customer Profile เช่น เพศ, อายุ, เบอร์ติดต่อ รวมไปถึง Customer Behavior เช่น พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า เช่น ความชอบในการซื้อสินค้า, ความถี่ในการซื้อสินค้า, วันเวลาที่มาซื้อสินค้า ซึ่งทุกข้อมูลที่ได้มานั้นสามารถนำมาหา Insight ของลูกค้าได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับแผนการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายได้ จากการพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับกับลูกค้าได้ดีมากขึ้น 

ข้อดี

  • ช่วยให้เข้าใจ Insight ลูกค้าได้ดีขึ้น ทำให้สามารถแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
  • สามารถพัฒนาสินค้าได้ถูกใจลูกค้าตามกลุ่มได้
  • วางกลยุทธ์ทางการตลาดได้แม่นยำขึ้น
  • จำกัดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดได้ดีขึ้น
  • เช็กผลลัพธ์ได้ง่ายมากขึ้น

ข้อเสีย

  • อาจทำให้ความเชื่อมั่นในการตัดสินใจด้วยตัวเองของทีมลดลง
  • สามารถนำไปสู่การตีความที่ผิดพลาดได้เช่นกัน
  • อาจเป็นข้อมูลคุณภาพต่ำที่มีข้อผิดพลาด

2. Affiliate Marketing Strategy

การสื่อสารการตลาดออนไลน์ คือ การสื่อสารให้ลูกค้าได้รับผลประโยชน์และตอบสนองให้เกิดความต้องการบริโภคสินค้านั้น ๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งกลยุทธ์ Affiliate ก็จัดเป็นการใช้การสื่อสารให้เกิดประโยชน์ โดยการให้บุคคลอื่นหรือองค์กรเป็นผู้โปรโมทสินค้าผ่านช่องทางของเรา ซึ่งลูกค้าจะมีโอกาสเห็นการสื่อสารการตลาดมากขึ้น และส่งผลโดยตรงให้มีการซื้อเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้โปรโมทจะได้เป็นค่าคอมมิชชันจากการขาย ซึ่งกลยุทธ์นี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของหลายร้านค้า เนื่องจากไม่ต้องเสียเงินลงทุนค่าการโปรโมท หรือโฆษณาแบบแต่ก่อน เพียงแค่จ่ายส่วนแบ่งกำไรให้กับผู้โปรโมทเท่านั้น

ข้อดี

  • ร้านค้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
  • ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของ CPC และ CPM
  • ลูกค้าส่วนมากมีความเชื่อถือใน KOL ที่พวกเขาติดตามทำให้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าตามคำแนะนำสูง
  • ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้กับคนที่ช่วยแชร์สินค้า

ข้อเสีย

  • สามารถควบคุมการโปรโมทได้ยากกว่า
  • อาจใช้เวลานานกว่ายอดขายจะพุ่งสูงขึ้น
  • ร้านค้าที่กำไรน้อยอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

3. Content Marketing

Content Marketing คือ การตลาดรูปแบบหนึ่งที่เน้นมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารแบรนด์ ซึ่งจะเลือกทำคอนเทนต์เพื่อรองรับความชอบ ความต้องการ และความพอใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ดึงลูกค้าเข้ามาหาแบรนด์ผ่านการสร้างคอนเทนต์ต่าง ๆ เช่น บทความ, วิดีโอ, ภาพถ่าย เป็นต้น

ข้อดี 

  • ช่วยเพิ่มการมองเห็นและการรับรู้แบรนด์
  • ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ร้านค้าของคุณ
  • ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า เพิ่มยอดขายได้
  • พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าได้ดีขึ้น
  • ช่วย SEO ของร้านค้าอยู่จุดสูงขึ้น

ข้อเสีย

  • ใช้เวลาในการทำนานมาก
  • คอนเทนต์ส่วนมากไม่สามารถทำเงินได้
  • คอนเทนต์สามารถวัดผลได้ค่อนข้างยาก
  • ต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่งในการทำคอนเทนต์

4. Rewarding Strategy

Rewarding Strategy คือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ใช้การให้รางวัลเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์ร้านค้ากับลูกค้า ซึ่งสามารถทำได้มากกว่าการให้เพราะกลยุทธ์นี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับใช้ให้ร้านค้าเราได้ทั้งหน้าและลูกค้าเพิ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เช่น การทำแคมเปญที่ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างที่เป็น Pain Point ของลูกค้า ซึ่งหากได้รับการตอบรับที่ดีจะช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงมากขึ้น มีการขยายวงกว้างของฐานลูกค้ามากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นหากร้านค้าเสนอรางวัลเป็นการเข้าใช้งานร้านค้าได้ฟรี ให้ลูกค้าได้มี Customer Experience กับแบรนด์ด้วยก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเติบโตของร้านค้าได้มากกว่าที่คิดด้วย

ข้อดี

  • เข้าถึงลูกค้าได้เยอะมากขึ้น
  • สร้างการรับรู้แบรนด์ได้ดีขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านค้า

ข้อเสีย

  • ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์จากแคมเปญได้
  • อาจได้ลูกค้าที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของร้านค้า

5. Social Media Marketing

งานวิจัย กลยุทธ์การตลาดออนไลน์เห็นตรงกันว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บนโลก Social ค่อนข้างเยอะขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแล้วอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่หลายร้านค้ามองข้ามไม่ได้เลยคือการเจาะกลุ่มลูกค้าผ่านการใช้ Social Media ซึ่งการใช้ Social Media Stategy มีส่วนสำคัญในการทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นร้านค้าก็ควรเลือก Social Media ที่เหมาะกับร้านค้าของตัวเอง กล่าวคือต้องเข้าใจก่อนว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานแพลตฟอร์มไหนก็เข้าไปทำการตลาดที่แพลตฟอร์มนั้น แล้วค่อยขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งควรใช้การวางแผนอย่างรัดกุมด้วย Content Strategy ร่วมด้วย

ข้อดี 

  • เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับลูกค้าของคุณ
  • ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีมากขึ้น
  • สามารถรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าได้ง่าย
  • เข้าถึงการเติบโตทางธุรกิจมากมาย

ข้อเสีย

  • ใช้ระยะเวลานานในการทำการตลาด
  • อาจถูกอัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์มปิดกั้น
  • การแสดงผลลัพธ์อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในแต่ละกลยุทธ์การตลาดย่อมมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของร้านค้าที่ต้องเลือกให้เหมาะสมและตอบโจทย์เป้าหมายให้ได้มากที่สุด สำหรับใครที่ยังรู้สึกว่าการทำการตลาดนั้นยุ่งยากเกินไป อยากได้ตัวช่วยดี ๆ เราขอเสนอตัวช่วยในการทำ Affiliate Marketing อย่าง PUNDAI ที่เป็นสุดยอดเครื่องมือช่วยเพิ่มยอดขาย เพียงแค่เปิดดีลสินค้า แล้วส่งต่อให้ผู้แชร์ทำการแชร์ดีลนั้นไปยังลูกค้า เท่านี้คุณก็มียอดขายเพิ่มขึ้นแบบไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียวแล้ว สนใจแอดไลน์ได้ที่ @pundaiofficial เลยค่ะ

ADD LINE เพื่อเริ่มใช้ PUNDAI

คุณก็สามารถใช้ PUNDAI โดยไม่มีอะไรซับซ้อน ด้วยการแอดไลน์และเริ่มใช้งานได้ทันที หรือกด เรียนรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับบทบาทของผู้ใช้งาน เพื่อศึกษาบทบาทของเรา